ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ตแทบเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขั้นพื้นฐานไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้ทำงา เรียน หรือใช้เพื่อสร้างความบันเทิงเช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกม และการทำธุรกรรมโอนเงินต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนต้องมีการใช้งานอินเตอร์เน็ต WiFi โดยทั้งสิ้นซึ่งจุดตรงนี้เองจึงทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้งานเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่จะมีเน็ตบ้านเข้าถึงได้บางในสุดพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลการติดตั้งอินเตอร์เน็ตบ้านที่ต้องมีการเดินสายจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้งานในพื้นที่เช่าหรือว่าไซต์งานชั่วคราวต่างๆการติดอินเทอร์เน็ตที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในระยะยาวก็ดูท่าว่าอาจจะไม่เหมาะสม ด้วยปัญหาเหล่านี้รวมถึงความยุ่งยากในการแจ้งติดตั้งตามพื้นที่ต่างๆจึงทำให้อุปกรณ์กระจายสัญญาณแบบใส่ซิมได้รับที่นิยมมากขึ้น เพียงนำซิมเน็ตใส่เข้าไปในตัวเครื่องก็พร้อมที่ใช้สัญญาณทำหน้าที่เป็นเหมือน Router ปล่อย WiFI ได้ทันที และที่สุดเราก็น่าจะคุ้นหูกันดีนั่นก็คือ เราเตอร์ใส่ซิม กับ แอร์การ์ด ว่าแต่ตัวไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน ทริคการเลือกใช้งานอุปกรณ์ให้เหมาะสมจริงๆแล้วพอพิจารณาไม่ได้ยากอย่างที่คิดวันนี้ไปทำความเข้าใจกับการทำงานและการใช้งานของทั้งสองอุปกรณ์กันค่ะ


เราเตอร์ใส่ซิม และ แอร์การ์ด คืออะไร ทำงานอย่างไร

หลักการทำงานเบื้องต้นของ เราเตอร์ใส่ซิมและแอร์การ์ด

โดยอันที่จริงแล้วอุปกรณ์ทั้งสองประเภทนี้มีทำงานบนหลักการเดียวกันนั่นก็คือ รับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากเสาสัญญาณผ่านซิมการ์ด แล้วแปลงเป็นการเชื่อมต่อให้อุปกรณ์อื่นใช้งานได้ ทำหน้าที่เป็นตัวกระจายสัญญาณ เพียงใส่ซิมที่มีแพ็กเกจเน็ตที่เหมาะสม จากนั้นก็เปิดเครื่องเพื่อเข้าใช้งานได้ทันที ไม่ต้องรอช่างมาเดินสายหรือติดตั้งแบบเน็ตบ้านให้ยุ่งยากหรือเสียเวลา อีกทั้งการใช้งานเราเตอร์ใส่ซิมและแอร์การ์ดใส่ซิมยังมีความยืดหยุ่นในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่าการติดอินเทอร์เน็ตบ้านเฉพาะเราสามารถเลือกใช้งานควบคู่กับซิมรายปีที่จ่ายครั้งเดียวจบเมื่อนำมาเฉลี่ยดูแล้วล่ะก็ถูกกว่าการติดตั้งอินเตอร์เน็ตบ้านหลายเท่าตัว ทั้งนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนเครือข่ายหรือแพคเกจเน็ตได้ตามต้องการอีกด้วยนะคะ

เราเตอร์ใส่ซิม (Router 4G 5G)คืออะไร?

เราเตอร์ใส่ซิม คืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกระจายสัญญาณ ลักษณะที่เรามักจะพบกันบ่อยๆ จะออกเป็นทรงกล่องตั้งโต๊ะ หรืออาจจะออกเป็นทรงแบบแดนซ์หน่อย ซึ่งเราสามารถติดตั้งใช้งานโดยอาจจะเป็นการตั้งวางกับโต๊ะ หรือติดผนังก็ได้ตามต้องการ การทำงานของตัวเครื่องต้องเสียบไฟจากปลั๊กตลอดเวลา 

จุดเด่น คือ มีเสาอากาศที่ช่วยทำให้รับสัญญาณได้แรงยิ่งขึ้นอีกทั้งในบางรุ่นยัง มีช่อง LAN สำหรับเสียบสายเครือข่ายได้แบบโดยตรงเพื่อให้สามารถใช้งานได้อีกด้วย เหมาะกับการใช้งานประจำจุด สามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

แอร์การ์ด (Aircard) คืออะไร

แอร์การ์ด (Aircard) คืออุปกรณ์กระจายสัญญาณ ปล่อยเน็ต WiFi ที่มีขนาดเล็กพกพาง่าย  ที่มีขนาดเล็กพกพาง่ายส่วนมากที่เราคุ้นตากันจะมีลักษณะรูปทรงคล้าย Flash Drive ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยจะมาพร้อมกับพอร์ต USB A ที่สามารถเสียบกับช่อง usb ทั่วไปเพื่อใช้งานได้เลยและบริเวณตัวเครื่องจะมีช่องสำหรับใส่ซิมที่อยู่อีกส่วนหนึ่ง เพียงใส่ซิมที่มีแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตเข้าไปในตัวเครื่องจากนั้นนำไปเสียบกับช่อง usb เพื่อให้แอร์การ์ดได้รับพลังงานกรอบพร้อมทำงานได้ทันที ซึ่งทั้งนี้โดยส่วนมากจะเป็นการเสียบใช้งานกับพวกช่อง usb ของ Notebook หรือคอมพิวเตอร์รวมไปถึงใช้งานกับ Power Bank ต่างๆ แอร์การ์ดไม่มีแบตเตอรี่ในเครื่องจึงทำให้การใช้งานต้องมีการเสียบเข้ากับอุปกรณ์อื่นเพื่อเป็นแหล่งจ่ายไฟให้ทำงานอยู่ตลอดเวลานะคะ

จุดเด่นของแอร์การ์ดคือขนาดเล็ก พกพาสะดวก หยิบไปใช้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปนอกสถานที่ หรือ สาย Freelance ที่มักจะต้องปรับเปลี่ยนที่ทำงานอยู่เรื่อยๆการใช้งาน aircard จึงถือว่าตอบโจทย์การทำงานได้เป็นอย่างดี


ทำไมทั้งสองอย่างถึงไม่เหมือนกันทั้งหมด

แม้ใส่ซิมแล้วใช้เน็ตได้เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 ตัวถูกออกแบบมาเพื่อโจทย์ที่ต่างกัน

  • เราเตอร์ใส่ซิม เน้นความเสถียรและการทำงานต่อเนื่องระยะยาว สามารถติดตั้งเสมือนเป็นเราเตอร์เน็ตบ้านเพื่อใช้งานประจำจุดนั้นๆได้เลย
  • แอร์การ์ด เน้นความเล็ก พกพาง่าย ใช้งานชั่วสั้น ๆ เหมาะกับการนำไปใช้นอกสถานที่ ไม่ค่อยเหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องนานๆ 

ข้อพิจารณาสำคัญก่อนซื้อ เราเตอร์ใส่ซิม / แอร์การ์ด

1. รูปแบบการใช้งานของเรา ใช้ต่อเนื่องตลอดเวลา หรือ ใช้เป็นครั้งคราว

ข้อนี้สำคัญที่สุด ถ้าการใช้งานของเรานั้นต้องการมีอินเทอร์เน็ตไว้ ใช้ทำงานทั้งวัน นอกจากพวกคอมพิวเตอร์ที่มีการเปิดใช้งานแล้วอาจจะต่อใช้กับกล้องวงจรปิด ที่ต้องทำงานต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลานั้น เราเตอร์ใส่ซิมจะเหมาะกว่ามาก เพราะ เราเตอร์ใส่ซิมเหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องตลอดเวลา ตัวเครื่องของเขามักออกแบบมาให้มีระบบระบายความร้อนที่ดีและวงจรภายในถูกออกแบบมาให้ทำงานต่อเนื่อง ลดความกังวลเรื่องการเกิดความร้อนสะสมในอุปกรณ์

แต่ถ้าการใช้งานของเรามักเป็นการทำงานนอกสถานที่ ใช้งานเป็นบางโอกาส เช่น เดินทางไปต่างจังหวัด รับงานนอกสถานที่ หรือ ใช้เป็นเน็ตสำรอง แอร์การ์ดจะถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะด้วยขณะที่เล็กสามารถพกพาไปใช้ตามสถานที่ต่างๆได้ง่าย การใช้งานไม่ยุ่งยากซับซ้อนสามารถต่อพ่วงเข้ากับ Power Bank หรือช่อง usb ของคอมพิวเตอร์ Notebook เพื่อใช้งานได้เลย ทั้งนี้ระยะเวลาในการที่ใช้งานควรจะอยู่ในช่วง 5-8 ชั่วโมงเมื่อไม่ใช้แล้วควรถอดพักอุปกรณ์ไว้เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนสะสม

เมื่อใช้งานแอร์การ์ดไปสักพักหนึ่งแล้วจับดูรู้สึกว่ามีอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติเรื่องจากแอร์การ์ดมีการทำงานอยู่ตลอดเวลาเสมือนว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างหนึ่งเมื่อเครื่องทำงานก็จะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นธรรมดา ทั้งนี้หากไม่ได้ใช้งานแล้วควรถอดพักเพื่อไม่ให้ตัวเครื่องมีอุณหภูมิที่สูงจนเกินไปและทำให้เกิดปัญหาในอนาคตได้นะคะ 

2. จุดที่ใช้งาน: อยู่ที่เดิมประจำ หรือพกออกนอกสถานที่บ่อย

  • ใช้ที่เดิมเป็นหลัก เช่น บ้าน ออฟฟิศ ร้านค้า ออฟฟิศ เราควรเลือก เราเตอร์ใส่ซิม เพราะเป็นการใช้งานอย่างต่อเนื่องไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนจุดติดตั้งบ่อยอีกครั้งต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบตลอดเวลาทำงานต่อเนื่อง
  • เปลี่ยนสถานที่บ่อย ใช้งานนอกสถานที่ ต้องเดินทางไปหลายพื้นที่ และมีการใช้งานเพียงชั่วคราว หากเป็นแบบนี้เราควรเลือก แอร์การ์ด ที่ออกแบบมาให้พกพาไปใช้งานตามสถานที่ต่างๆได้อย่างสะดวก

3. ความเร็วสูงสุดที่ปล่อยได้ (Speed / Category)

ให้ดูมาตรฐานเครือข่ายที่อุปกรณ์รองรับ เช่น 4G LTE Cat.4, Cat.6, Cat.12 หรือ 5G ยิ่งหมวดสูงยิ่งรองรับความเร็วเชิงทฤษฎีสูงขึ้น แต่ความเร็วจริงของเน็ตที่เราใช้งานนั้นจะขึ้นกับเสาสัญญาณในพื้นที่ จำนวนอุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมต่อนั้น และแพ็กเกจซิมเน็ตที่เราเลือกใช้งานด้วย

ข้อควรรู้ ความเร็วที่แจ้งนั้นเป็นค่า “สูงสุดตามทฤษฎี” ไม่ใช่ความเร็วที่จะได้ตลอดเวลา และควรดูความเร็ว อัปโหลด ประกอบด้วย โดยเฉพาะถ้าใช้กับกล้องวงจรปิดหรือไลฟ์สด เพราะสองงานนี้ใช้ขาอัปโหลดเป็นหลัก

4. ระยะสัญญาณและคลื่นความถี่ที่รองรับ 

ระยะการปล่อยสัญญาณ Wi-Fi: อ่านรายละเอียดให้แน่ใจว่าอุปกรณ์กระจายสัญญาณตัวที่เราต้องการจะติดตั้งใช้งานนั้นมีระยะการปล่อยสัญญาณหรือกระจาย WIFI อยู่ในระยะกี่เมตรและครอบคลุมกับพื้นที่ใช้งานของเราหรือไม่ยิ่งเป็นพวกเราเตอร์ WiFi ใส่ซิมจุดนี้จึงต้องพิจารณาเป็นพิเศษเพราะจะเป็นการติดตั้งใช้งานประจำจุดโดยส่วนใหญ่แล้วในปัจจุบันระยะกระจายสัญญาณโดยมาตรฐานของพวกเราเตอร์ใส่ซิมอาจจะอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 30 เมตรนั่นเองแต่ทั้งนี้ระยะในการกระจายสัญญาณก็ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นอุปกรณ์และพื้นที่ในการติดตั้งด้วยนั่นเอง

คลื่นสัญญาณ: เพราะในปัจจุบันสัญญาณ WiFi ที่เรามักจะใช้งานกันจะมี 2 คลื่นนั่นก็คือเป็นแบบ 2.4GHz และ 5GHz ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์กระจายสัญญาณแบบใส่ซิมจะมีบางรุ่นที่มีเทคโนโลยี dual Band ซึ่งสามารถปล่อย WiFI เป็น 2 คลื่นสัญญาณแยกกันได้หากต้องการใช้งานเน็ตที่มีความเร็วเป็นพิเศษอาจจะพิจารณารุ่นที่สามารถใช้งานคลื่น 5GHz ได้แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าขึ้นแบบ 2.4 GHz ไม่ดีนะคะไวไฟตัวนี้ถือว่าเป็นค่ามาตรฐานเลยสามารถรองรับการใช้งานได้กับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ WiFi แบบทุกประเภทเลยและส่วนมากในปัจจุบันพวกกล้องวงจรปิดต่างๆที่มีการใช้งานก็ยังคงรองรับขึ้นแบบ 2.4 GHz มากกว่า 5GHz 

Wi-Fi ย่าน 2.4 GHz จะไปได้ไกลและทะลุสิ่งกีดขวางดีกว่า ส่วน 5 GHz จะเร็วกว่าแต่ระยะสั้นกว่า ถ้าอุปกรณ์รองรับทั้งสองย่าน (Dual Band) ก็ยืดหยุ่นกว่า

5. จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อพร้อมกันได้สูงสุด

จุดนี้เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กันทั้งใน เราเตอร์ใส่ซิม และ แอร์การ์ด ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าตัวอุปกรณ์นั้นสามารถรองรับการเชื่อมต่อได้สูงสุดจำนวนกี่เครื่องเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของเราในพื้นที่นั้นๆหากเป็นตัวแอร์การ์ดอาจจะไม่ต้องพิจารณาเยอะเพราะในจุดใช้งานอาจจะมีเพียงเราเป็นผู้ใช้เพียงแค่คนเดียวเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์หน่อยแต่การใช้งานไม่ได้มีการแชร์ใช้กับผู้อื่นเยอะ แต่ถ้าเป็นในกรณีใช้งานเราเตอร์ใส่คืนแล้วล่ะก็จุดนี้ถือว่าต้องพิจารณาเป็นพิเศษหน่อยยิ่งติดในบริเวณที่เป็นออฟฟิศหรือติดตั้งใช้งานในร้านค้าควรจะคำนึงถึงอุปกรณ์และผู้ใช้ที่จะเชื่อมต่อสัญญาณให้เป็นอย่างดีเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด เช่นหากติดตั้งในบ้านใช้งานทั่วไปหรือในออฟฟิศที่มีคนจำนวนจำกัดอยู่แล้วอาจจะเลือกใช้รุ่นที่รองรับอยู่ประมาณ 10 เครื่องก็เพียงพอต่อการใช้งานแต่ถ้าหากต้องการใช้งานในพื้นที่ที่มีผู้คนค่อนข้างเยอะหรือติดในคาเฟ่  เครื่องก็เพียงพอต่อการใช้งานแต่ถ้าหากต้องการใช้งานในพื้นที่ที่มีผู้คนค่อนข้างเยอะหรือติดในคาเฟ่ร้านที่มีการแชร์ให้กับลูกค้าอื่นๆที่เข้ามาใช้บริการด้วยอาจจะต้องพิจารณารุ่นที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้มากขึ้นนะคะ

6. ซิมที่ใช้งานอุปกรณ์ได้ การรองรับซิม

  • ขนาดซิม เช่น Nano SIM, Micro SIM หรือ Mini SIM หากขนาดซิมที่เราเตรียมไว้ไม่เหมาะสมล่ะก็ในส่วนนี้อาจมีการซื้อกรอบซิมมาใช้งานเพิ่มเติมได้แต่ในปัจจุบันซิมส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับกรอบซิม 3 ขนาดอยู่แล้ว ฉะนั้นแล้วจุดนี้จึงไม่ใช่ปัญหาแต่อาจจะเป็นจุดที่ต้องเตรียมอุปกรณ์เพิ่มเล็กน้อยสำหรับในบางกรณีมากกว่าค่ะ หากเพิ่งซื้อซิมมาอย่าเพิ่งทิ้งการ์ดแข็งที่มาพร้อมกับตัวซิมไปนะคะอาจจะได้ใช้กรอบเพิ่ม 
  • เครือข่ายที่สามารถใช้งานได้ เพราะในอุปกรณ์บางรุ่นจะมีการล็อกเฉพาะซิมของบางค่าย ควรเลือกรุ่นที่สามารถใช้งานได้กับสิ่งทุกเครือข่ายจะดีที่สุดเพื่อให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนแพคเกจโปรโมชั่นหรือเลือกใช้งานเครือข่ายที่เสถียรที่สุดในพื้นที่ต่างๆตามจุดที่เราใช้งานได้สะดวก 
  • ประเภทแพ็กเกจซิม เพราะความเร็วขั้นต่ำที่รองรับในการใช้งานของ router wifi และแอร์การ์ดแต่ละรุ่นอาจจะมีความเร็วขั้นต่ำที่แตกต่างกันออกไปฉะนั้นจุดนี้จึงสำคัญมากๆควรเลือกแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วเหมาะสมเพื่อใช้งานอุปกรณ์ให้ราบรื่น หากเลือก Package Net ที่ความเร็วต่ำจนเกินไปมาใช้กับอุปกรณ์กระจายสัญญาณบางทีอาจจะทำให้ตัวเครื่องของเราขึ้นไม่อ่านซิมหรือรับสัญญาณไม่ได้ รวมไปถึงซิมเน็ตบางประเภทที่อาจจะมาพร้อมกับแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงก็จริงแต่มีการจำกัดจำนวนในการใช้งานทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาจุดนี้ให้ดีด้วยนะคะ 

ทั้ง 2 อุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นแอร์การ์ด หรือ เราเตอร์ใส่ซิม ก็ตามนอกจากพิจารณาเรื่องการทำงานต่างๆ ความเหมาะสมของอุปกรณ์เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของเรามากที่สุดแล้วทั้งนี้เรื่องของงบและความคุ้มค่าในระยะยาวก็ควรพิจารณาให้สอดคล้องกันด้วย ในตลาดอาจจะมีตัวอุปกรณ์หลายรุ่นหลายราคาให้เราเลือกแม้ว่าเมื่อพิจารณาจากสเปคแล้วการทำงานต่างๆจะเหมือนกันแต่ราคาต่างกันเป็นหลายเท่าตัวอย่าเพียงแค่คิดว่าได้ของถูกแล้วคุ้มแต่ให้มองในระยะยาวครอบคลุมถึงการรับประกันสินค้า บริการหลังการขาย และความน่าเชื่อถือของร้านค้าเป็นหลัก เพื่อหากว่ามีปัญหาในอนาคตเกี่ยวกับตัวเครื่องจะได้มีชิ้นงาน support ให้บริการ หากเลือกใช้งานอุปกรณ์ที่ถูกกว่ามาเป็นเท่าตัวก็จริงแต่ถ้าหากใช้งานได้ไม่นานเครื่องเสียหายแล้วเกิดว่าไม่มีประกันละก็เท่ากับว่าเสียเงินฟรีต้องซื้อเครื่องใหม่อยู่เรื่อยๆอันนี้ก็ไม่คุ้มค่ากันเลยค่ะ